วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

การปลูกเลี้ยงแคทลียา


        แคทลียา(Cattleya) นั้นมีการเจริญเติบโตแบบแบบแตกกอ หรือแบบซิมโพเดียล การเลี้ยงแคทลียาให้โตตั้งแต่เล็กจนถึงออกดอกนั้นตั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2ปีตั้งแต่ออกขวด ดังนั้นเครื่องปลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเครื่องปลูกผุพังก่อนทำให้เราต้องเปลี่ยนเครื่องปลูกก็จะทำให้กล้วยไม้เกิดการชะงักหยุดการเจริญเติบโต เครื่องปลูกที่นิยมใช้กันก็มี ถ่าน กาบมะพร้าวและออสมันด้า ส่วนกระถางก็นิยมกระถางดินเผาซึ่งเก็บความชื้นได้ดีและกระถางพลาสติคทั่วไป



LC.เนตรศิริด๊ากสตาร์

·                  ถ่าน หุงข้าว ควรทุบให้ถ่านมีขนาดปริมาณ 3-4ซม.เพื่อให้ใส่ในกระถางได้และช่วยให้ลำต้นไม่ล้มเอน แต่การปลูกด้วยถ่านนั้นเวลารดน้ำควรรดให้มากหน่อยเพราะถ่านจะแห้งเร็วกว่า กาบมะพร้าว แต่ความคงทนนั้นนานกว่ามาก ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องปลูกบ่อย

·                  กาบ มะพร้าว ท่านที่เลือกใช้กาบมะพร้าวทำให้แคทลียาเจริญเติบโตได้ดี รวดเร็วสังเกตุแคทลียาที่ปลูกในกาบมะพร้าวจะงามมากกว่าปลูกในถ่านเพราะแคทลี ยาชอบน้ำมาก แต่กาบมะพร้าวจะพุพังเร็ว2-2.5ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่องปลูกแล้ว ยิ่งคนที่ใช้ปุ๋ยหรือสารบางชนิดกาบมะพร้าวอาจอยู่ได้เพียงปีเดียวก็ต้อง เปลี่ยนแล้ว

·                  ออ สมันด้า เวลาใช้ก็ให้อัดตามแนวตั้งให้ส่วนบนอยู่พอดีกับปากกระถาง ออสมันด้าจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่ากาบมะพร้าวและให้ความชื้นพอใช้ได้



    การขยายพันธุ์กล้วยไม้แคทลียา
    กล้วยไม้แคทลียาเป็นกล้วยไม้ประเภทซิมโพเดียลหรือประเภทแตกกอ ดังนั้นเราสามารถขยายพันธุ์แคทลียาได้ 2 วิธี คือ

      ·           การแยกหน่อหรือตะเกียง ซึ่งต้นที่เราแยกจากต้นเดิมนั้นจะมีลักษณะคุณสมบัติเหมือนต้นเดิมทุกประการ

      ·           การผสมเกสร ซึ่งวิธีนี้จะได้ลูกกล้วยไม้ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะได้ลักษณะที่ถ่ายทอดมาจากทั้งต้นพ่อและต้นแม่

        วิธีการปลูก
        การออกขวดแคทลียา

        หลังจากที่เราได้ไม้ขวดที่เกิดจากการปั่นตาหรือเพาะเมล็ดแล้ว ถ้าพร้อมก็ออกขวดได้เลยครับ แต่ถ้ายังไม่พร้อมต้องเก็บไว้ใต้ซาแลน 50-60% ที่สำคัญห้ามโดนฝนเด็ดขาดนะครับ จะทำให้เชื้อราเข้าทางจุกได้ เริ่มเลยนะครับให้นำขวดมาทุบบริเวณส่วนของก้นขวด ก่อนทุบให้เขย่าๆ ให้กล้วยไม้ดันมาที่หัวขวด ซึ่งบริเวณที่จะทุบกล้วยไม้จะได้ไม่ช้ำ บางทีในสวนเขาก็ใช้ลวดค่อยๆเขี่ยออกมาเพราะจะได้นำขวดกลับไปใช้ใหม่ได้อีกครับ  แล้วค่อยๆเทกล้วยไม้ออกมาใส่ในกะลามังที่เตรียมไว้ แล้วค่อยๆแยกวุ้นออกจากรากกล้วยไม้ ควรระวังไม่ให้รากกล้วยไม้ช้ำ หรือหลุด จากนั้นก็อาจจะนำไปแช่ยากันราต่อ หรือใส่ยากันเชื้อราลงไปเลยในขั้นตอนแยกวุ้นออก


        การปลูกกล้วยไม้ขนาดเล็ก
        ภาชนะปลูกที่เหมาะสมกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว หาซื้อได้ตามร้านทั่วไปเลยครัย มีทั้งกระถางพลาสติคหรือกระถางดินเผาบอกร้านเขาได้เลยบางท่านอาจซื้อตระแกรงมาวางด้วยก็ได้นะครับเพื่อความเป็นระเบียบ การปลูกโดยการนำกาบมะพร้าวอ่อนมาพันรอบๆ รากกล้วยไม้ให้อยู่ตรงกลาง ระวังอย่าให้ช้ำเกินไป และกะจำนวนวัสดุปลูกให้ใส่ลงไปในภาชนะปลูกได้พอดี โดยที่กล้วยไม้ไม่ขยับหลุดออกมาได้ จากนั้นก็ยัดลงไปในกระถาง ก่อนนำกาบมะพร้าวมาใช้ควรแน้ก่อนซัก 1 คืนนะครับ เพื่อให้ยางมันออก
        เนลแฮมเมอร์=(หาดใหญ่*ลูกต้น)


        การปลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่ท่านที่ใช้วัสดุปลูกเป็นกาบมะพร้าวซึ่งส่วนมากจะใช้กาบมะพร้าวที่มีเปลือกหรือเรียกว่ากาบแข็งครับ สำหรับท่านที่ปลูกตามบ้านอาจจะให้มีรากติดต้นมาบ้าง แต่ตามส่วนมากจะตัดให้เกลี้ยงเลยครับ วันสองวันกล้วยไม้ก็จะโผล่รากใหม่ออกมาแล้วละครับ  แต่ต้องมัดลำกล้วยไม้ติดกับลวดแขวนด้วยหรือตามสวนเขาก็ใช้ไม้ปักแล้วเอาฟิวส์มัดไว้ให้โคนต้นติดกับกาบมะพร้าว ส่วนตำแหน่งที่วาง ควรจะให้ลำหน้าสุดอยู่บริเวณตรงกลาง เพื่อจะได้ไม่แตกหน่อ ออกไปนอกกระถางเร็วถ้าเอาลำหน้าไว้ริมๆ และบริเวณส่วนโคนไม่ควรจมลงไปในกาบมะพร้าว ควรจะวางให้ห่างซักเล็กน้อย หรือวางทับลงไป
        สำหรับกระถางดินเผาที่เหมาะใช้กับวัสดุปลูกเป็นพวกถ่าน เศษอิฐ หรือเครื่องปลูกผสมอื่นๆ นำกระถางมาเตรียมใส่ลวดแขวนให้เรียบร้อย  จากนั้นก็นำถ่านขนาดพอเหมาะ(เส้นถ่านศูนย์กลาง 1 นิ้วขึ้นไป) ใส่ๆลงไปในกระถาง โดยเหลือพื้นที่ไว้ซัก 0.5 หรือ 1 นิ้วบริเวณขอบกระถาง จากนั้นก็วางตำแหน่งลำหน้าให้ดี คือให้อยู่บริเวณตรงกลางกระถาง และใช้ลวดยึดลำกล้วยไม้ไว้กับลวดแขวน ส่วนบริเวณโคนลำสามารถวางติดกับวัสดุปลูกได้เลย
         แคทลียาส่วนมากที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปจะเป็นกล้วยไม้ที่ออกดอกปีละครั้ง ซึ่งแคทลียาจะเป็นกล้วยไม้ที่ออกดอกเฉพาะลำหน้าสุดเท่านั้น ซึ่งบางสายพันธุ์อาจจะเป็นไม้กอซึ่งมีลำหน้าหลายทางทำให้ออกดอกได้หลายลำ และยังมีปัจจัยต่างๆที่ทำให้แคทลียาออกดอกยากอีกหลายประการ อย่างบางท่านให้ปุ๋ยตัวหน้ามากไป ไม่ยอมเปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยตัวกลางบ้าง หรือกล้วยไม้อาจถูกแมลงศัตรูพืชรบกวน ปกติก่อนที่แคทลียาจะออกดอกจะมีซองดอกออกมาก่อน ซึ่งบางครั้งมีซองออกมาแต่ไม่ออกดอกก็เป็นได้ แต่ไม่ควรฉีกซองทิ้งนะครับ บางครั้งเมื่อถึงฤดูกาลเขาก็จะให้ดอกออกมาเอง
         Lc. Chyong Guu Swan(ฉงกู่สวอน)
        หาดใหญ่ดีไลท์

        สายพันธุ์กล้วยไม้

              สายพันธุ์กล้วยไม้ต่างๆ เราได้พยายามรวบรวมรูป ลักษณะสายพันธุ์ วิธีการปลูกเลี้ยง เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เป็นความรู้เพื่อการต่อยอดในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ให้สวยงาม การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้น ไม่ว่าท่านจะปลูกเลี้ยงเพื่องานอดิเรกหรือเป็นสวนกล้วยไม้ปลูกเพื่อจำหน่าย
        กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีทั้งที่ชอบความชุ่มชื้นและที่ทนแล้ง ให้ดอกที่มีสีสันสวยงามแปลกตา มีขนาด รูปร่างและลักษณะหลากหลายเป็นอันมาก เป็นพืชที่มีวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างสูงในหลายรูปแบบ เช่น สามารถเก็บน้ำและอาหารไว้ในส่วนต่างๆ ของลำต้นเพื่อใช้ในภาวะวิกฤติ สามารถพัฒนาอวัยวะที่เกี่ยวกับการ ผสมเกสรให้เหมาะสมกับพาหะต่างๆ อีกทั้งยังสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ทำให้ สามารถกระจายพันธุ์ได้ในทุกภูมิภาคของโลกดำรงชีวิตอยู่รอดและเจริญเผ่าพันธุ์ได้แม้ในสภาพธรรมชาติ วิกฤติที่ไม่เอื้ออำนวยต่อพืชชนิดอื่น ลักษณะภายนอกของกล้วยไม้ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพียงพอสำหรับการจำแนกกล้วยไม้ออกจากพืชวงศ์อื่น เนื่องจากมีหลายๆ ลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่าง จากพืชชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน อาทิ รูปทรงของลำต้น ใบ ดอก ทั้งส่วนประกอบ ขนาด รูปร่าง สี และกลิ่น รูปร่าง ของฝัก เมล็ดที่มีขนาดเล็กเป็นฝุ่น ตลอดจนระบบราก หรือแม้แต่ถิ่นอาศัย ฯลฯ ที่ล้วนแต่แตกต่างกันไปนั้น สามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกกล้วยไม้ ออกจากพืชวงศ์อื่นได้อย่างชัดเจน


        การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะที่ขึ้นอยู่ในสภาพธรรมชาติ


        กล้วยไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตาม สถานที่ขึ้นอยู่อย่างง่ายๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัย (epiphytic orchids) ซึ่งมี จำนวนประมาณ 65% ของกล้วยไม้ทั้งหมด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) ฯลฯ และกลุ่มกล้วยไม้ดิน (terrestrial orchids) ประมาณ 35% อาทิ สกุลปัดแดง (Habenaria spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) นอกจากนี้ในกลุ่มของกล้วยไม้ดินยังสามารถจำแนกย่อยเฉพาะออกไปได้อีกเป็น กล้วยไม้กินซาก (saprophytic orchids) เช่น สกุลเถาวัลย์พันดง (Galeola spp.) สกุลกล้วยปลวก (Aphyllorchis spp.) นอกจากนี้และยังพบกล้วยไม้ที่ขึ้น บนหิน (lithophytic orchids) ซึ่งมีทั้งที่เป็นกล้วยไม้ดินและกล้วยไม้อิงอาศัย เช่น สกุลม้าวิ่ง (Doritis spp.) ฯลฯ การที่กล้วยไม้สามารถขึ้นอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ แตกต่างกันนี้ เนื่องจากมีวิวัฒนาการ และการปรับตัว ได้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ มาเป็นเวลานาน จึงมี ระบบราก ลำต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด ตลอดจนลักษณะ การเจริญเติบโตฯลฯ ที่ผิดแผกแตกต่าง
        การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะการเจริญเติบโตกล้วยไม้สามารถจัดแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการเจริญทางยอด และกลุ่มที่มีการเจริญทางข้าง

        ·                กลุ่ม ที่มีการเจริญทางยอด (monopodial) ได้แก่ ชนิดที่มีลำต้นชัดเจนแล้วเจริญขยายทางปลายยอดด้านเดียว อาทิ สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลกุหลาบ (Aerides spp.) สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) สกุลตีนเต่า (Gastrochilus spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) และสกุลพลูช้าง (Vanilla spp.) ที่มีลำต้นยืดยาวออกไปได้หลายสิบเมตร ก็เจริญเติบโตด้วยวิธีนี้

        ·                กลุ่ม ที่มีการเจริญทางข้าง (sympodial) ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่แล้ว ก็สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อ อาทิ สกุลหางแมงเงา (Appendicula spp.) สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย ( Dendrobium spp.) และว่านเพชรหึง (Grammatophyllum speciosum) ที่มีลำต้นใหญ่คล้ายลำอ้อย ฯลฯ

        ราก
        เป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของกล้วยไม้ที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่นชัดเจน โดยรากของกล้วยไม้มีลักษณะอวบน้ำ ส่วนใหญ่ที่เป็นรากอากาศนั้นจะไม่มีรากฝอย แต่มักมีเนื้อเยื่อหุ้มด้านนอกหนาคล้ายเป็นนวม เรียกว่า เวลาเมน (velamen) ซึ่งประกอบด้วยส่วนเนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ จึงสามารถดูดซับน้ำและแร่ธาตุ เข้าไปยังภายในเซลล์ของรากกล้วยไม้ได้ สามารถช่วยป้องกันการระเหยของน้ำในรากและการผ่านเข้าออกของ จุลินทรีย์ ซึ่งลักษณะของรากแบบนี้จะพบได้ทั้งในกล้วยไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ดิน นอกจากนี้ รากของกล้วยไม้ยัง
        สามารถพัฒนาไปทำหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น การยึดเกาะ การดูดซับน้ำและความชื้นในอากาศ การสะสมอาหาร การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง และเปลี่ยนเป็นหัวใต้ดินหรือไหลช่วยในการขยายพันธุ์

        กล้วยไม้มีระบบรากคล้ายกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั่วไป แต่ได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต สภาพ แวดล้อม และถิ่นอาศัยที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอยู่ อาทิ กล้วยไม้ดินบางชนิดมีรากช่วยสะสมอาหาร เช่น สกุล ว่านแผ่นดินเย็น (Nervilia spp.) สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) และสกุลนางตาย (Peristylus spp.) ฯลฯ หรือที่มีลักษณะเป็นหัวใต้ดิน คล้ายเหง้าหรือไหล ได้แก่ว่านจูงนาง (Geodorum spp.) บางชนิดในสกุลว่านช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และบางชนิดมีรากแตกออกเป็นกระจุกที่โคนลำต้น เช่น สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ


        รากของกล้วยไม้อิงอาศัยเป็นรากอากาศ ไม่มีหน้าที่ในการสะสมอาหาร ทำหน้าที่หลักสำหรับการเกาะยึด แลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อการหายใจและช่วยทำหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) ฯลฯ หลายชนิดมีรากอากาศแข็งแรง แตกออกเดี่ยวๆ ตามข้อใกล้โคนต้น ช่วยหยั่งยึดและพยุงลำต้น เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชนิดที่มีลำต้นและใบลดรูป มีเพียง รากที่ทำหน้าที่หลักทุกอย่าง ทั้งการยึดเกาะ สร้างอาหาร ดูดซับความชื้น และแลกเปลี่ยนก๊าซ ได้แก่ สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) และสกุลเอื้องตีนตืด (Taeniophyllum spp.) ฯลฯ


        ลำต้นหรือลำลูกกล้วย
        กล้วยไม้หลายชนิด ได้ปรับโครงสร้างลำต้นให้เหมาะสมสำหรับการพยุงลำต้น การเก็บสะสมน้ำและอาหารเพื่อใช้ในสภาวะวิกฤติ โดยมีลำต้นโป่งพองหรือคล้ายอวบน้ำ เรียกว่า “ลำลูกกล้วย” (pseudobulb) และอวัยวะส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องเผชิญหรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมนานาประการโดยตรง จึงต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสม โดยพัฒนาเนื้อเยื่อภายในเป็นใยยาวและเหนียวหรือเป็นเสี้ยน ให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเหมาะสม กับที่ต้องถูกพัดด้วยแรงลม และให้สามารถทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารได้ ส่วนบริเวณผิวนอกจะมีไขเคลือบหนา เพื่อลดการสูญเสียน้ำ และส่วนใหญ่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทำให้สามารถสังเคราะห์ อาหาร ด้วยแสงได้อีกด้วย ลำต้นกล้วยไม้มีความผิดแผกกันไปทั้งขนาดและรูปร่าง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดพันธุ์และสภาพแวดล้อม ที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอาศัยอยู่ กล้วยไม้ไทยบางชนิดมีขนาดลำต้นเล็กเพียงประมาณ 1-2 มิลลิเมตร อาทิ สิงโตไข่ปลา (Bulbophyllum moniliforme) และเอื้องไข่ปลาดุก (Bulbophyllum subtenellum) หรือที่มีลำลูกกล้วยคล้าย รูปน้ำเต้าทรงสูง เช่น เอื้องข้าวเหนียวลิง (Calanthe rosea) หรือเป็นข้อๆ ต่อกันชัดเจน เช่น เอื้องลำต่อ (Pholidota articulata) จนถึงขนาดลำต้นยาว 2-5 เมตร เช่น ว่านเพชรหึงหรือหางช้าง (Grammatophyllum speciosum) ซึ่งแตกลำ เป็นกอใหญ่ขึ้นอยู่ตามคาคบไม้และจัดว่าเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ ที่มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาวได้ถึง 10-30 เมตร ได้แก่ พลูช้าง (Vanilla siamensis) กล้วยไม้ดินที่ไม่มีหัวหรือเหง้าสะสมอาหาร มักจะมีส่วน ลำต้นสั้น ไม่อวบอ้วน มีใบแผ่กว้างเพื่อเพิ่มพื้นที่รับแสง เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หลายชนิดมีลำต้นใต้ดินหรือเหง้า สำหรับการสะสมน้ำและอาหาร เช่น สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) และสกุลช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และอีกหลายๆ สกุลมีลำต้นอวบอ้วนเป็นลำลูกกล้วย เช่น สกุลเอื้อง น้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลเอื้องลำไห (Plocoglottis spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องดินลาว (Spathoglottis spp.) และว่านพร้าว (Anthogonium gracile)  ส่วนชนิดที่ลำต้นสูงเรียว มีโครงสร้างที่เป็นแกนภายในประกอบ ด้วยเส้นใยยาวเหนียวหรือเป็นเสี้ยนที่ช่วยเสริมให้ลำต้น ยืดหยุ่นและ แข็งแรง ได้แก่ เอื้องดินใบไผ่ (Arundina graminifolia) เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) ฯลฯ
        กล้วยไม้อิงอาศัยไม่มีรากหรือเหง้าที่ช่วยสะสมอาหาร แต่มีส่วนของลำต้นได้ช่วยทำหน้าที่นี้ จึงมัก อวบป่อง เป็นลำลูกกล้วยหรือลำยาวอวบอ้วน เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลก้านก่อ (Eria spp.) และโดยเฉพาะในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หลายชนิดมีลำลูกกล้วยหลายลูกชัดเจนและ มีไหลเชื่อมต่อกัน
        ใบและการเรียงตัวของใบ
        หน้าที่หลักของใบ คือ การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง ตลอดจนแลกเปลี่ยนก๊าซที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินกระบวนการต่างๆ ภายในต้น ดังนั้นใบของกล้วยไม้ส่วนใหญ่จึงมีสีเขียวของรงควัตถุ คลอโรฟีลล์ และมีลักษณะที่ผ่านการปรับตัวขั้นสูงเพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น มีใบที่อวบหนาเพื่อเก็บสะสมน้ำ ไว้ใช้อย่างเพียงพอและมีสารไขเคลือบหนาที่ผิวใบเพื่อช่วย ลดการคายน้ำ นอกจากนี้ กล้วยไม้ยังสามารถสังเคราะห์อาหาร ด้วยแสงได้โดยวิธีพิเศษ คือวิธี Crassulacean acid metabolism (CAM) กล้วยไม้ดินบางกลุ่มที่ขึ้นอยู่ตามที่ร่มชื้นหรือป่าดงดิบที่มีแสงน้อย จะเพิ่มพื้นที่รับแสงโดยมีแผ่นใบกว้าง มีลวดลายและสีสันผิดแผกไป เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) และนางลับแล (Mischobulbum wrayanum) ฯลฯ
        ใบของกล้วยไม้มีรูปร่างต่างๆ หลายรูปแบบ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญคือ แผ่นใบ และกาบใบ
        แผ่นใบ (leaf blade) มีหลายรูปแบบและหลายลักษณะ ทั้งที่เป็น แผ่นบางซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มกล้วยไม้ดิน หรือเป็นแผ่นหนา อวบน้ำ เช่น สกุลเขี้ยวแก้ว (Trias spp.) หรือคล้ายแท่งกลม เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องโมกข์  (Papilionanthe spp.) และหลายๆชนิดในสกุลก้างปลา (Cleisostoma spp.) หรือเป็นแผ่นกว้างแผ่ และค่อนข้างหนาเหนียว ซึ่งพบในกล้วยไม้ทั่วไป เช่น เอื้องแมลงปอ (Arachnis flosaeris) และสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือใบลดรูปมีขนาดเล็กเป็นเส้น เช่น สกุลพญาไร้ใบ (Chilochista spp.) กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีใบสีเขียวแต่ในกล้วยไม้ดินบางสกุลมีใบ สีเข้มเกือบดำ เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หรือใบสีน้ำตาลอ่อนอมเขียว เช่น สกุลนางแอบ (Nephelaphyllum spp.) กล้วยไม้หลายๆ ชนิดมีการทิ้งใบเป็นช่วงสั้นๆ ในฤดูแล้ง หรือในระยะให้ดอก เช่น สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และอีกหลายๆชนิดมีใบปรากฏอยู่ตลอดปี แต่กล้วยไม้กินซาก จะไม่มีใบหรือลดรูปจนสังเกตได้ไม่ชัดเจน การเรียงตัวของเส้นใบ ส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดเป็น แบบเส้นขนานแต่มีหลายชนิดที่เป็นแบบร่างแหชัดเจน โดยเฉพาะ กล้วยไม้ดิน เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) ฯลฯ กาบใบ (leaf sheath) คือส่วนหนึ่งของใบที่อยู่ต่อจากแผ่นใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้ม ป้องกันลำต้นและยึดใบไว้กับลำต้น บางชนิดหลุดร่วงไปเมื่อใบสมบูรณ์เต็มที่ บางชนิดก็มีปรากฏอยู่จนกระทั่งใบร่วง จำนวนใบที่พบส่วนใหญ่มีหลายใบ ออกเรียงสลับกันตลอดลำต้นและแน่นทางปลายยอด เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือบางชนิดมีเพียงใบเดียวต่อหนึ่งยอดซึ่งมักจะพบในกล้วยไม้ที่มีขนาดเล็ก เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) บางสกุลมี 2 ใบต่อหนึ่งยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) บางสกุลมีใบ 3-5 ใบ เช่น สกุลก้านก่อ (Eria spp.) ฯลฯ
        ช่อดอกและการเรียงตัวของดอก
        เมื่อเจริญสมบูรณ์เต็มที่ กล้วยไม้จะสร้างดอกเพื่อสืบพันธุ์ จุดที่ช่อดอกแตกออกมานั้น มีทั้งจากปลายยอด จากซอกใบใกล้ปลายยอด จากข้อตามลำต้น หรือที่โคนข้างลำต้น ช่อดอกมีทั้งที่เป็นช่อหรือดอกเดี่ยว ลักษณะ ช่อดอกมีทั้งตั้งขึ้นจนถึงห้อยลง กล้วยไม้ดินโดยส่วนใหญ่จะออกดอกเป็นช่อจากปลายยอด ได้แก่ สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) สกุลนางอั้วสาคริก (Pecteilis spp.) สกุลนางตาย (Peristylus spp.) ที่ออกดอกตามข้อใกล้ปลายยอด อาทิ เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) บางชนิดในสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) หรือบางชนิดออกดอกจากโคนลำต้นหรือข้างลำลูกกล้วย เช่น สกุลนกแก้วปากหงาย (Acanthephippium spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางยอด ส่วนใหญ่แตกช่อดอกออกตามข้อ โดยออกตรงข้ามกับใบ เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือออกตามซอกใบ เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางข้าง จะแตกช่อดอกได้หลายจุด เช่น ออกเป็นช่อจากโคนลำลูกกล้วย ได้แก่ สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลกระสวย (Panisia spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) ฯลฯ หรือที่เป็นดอกออกเดี่ยวๆ จากโคนลำลูกกล้วย เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือออกดอกเดี่ยวๆ  หรือเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอดหรือที่ปลายยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลเอื้องกว่าง (Epigeneium spp.) สกุลเอื้องลำต่อ (Pholidota spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลก้านก่อ (Eria spp.)
        ลักษณะช่อดอกส่วนใหญ่เป็นแบบช่อกระจะ (raceme) เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือช่อแยกแขนง (panicle) เช่น บางชนิดในสกุลช้างดำ (Pomatocalpa spp.) บางชนิดในสกุลเอื้องจิ๋ว (Schoenorchis spp.) หรือช่อดอกคล้ายรูปพัดซึ่งพบในสกุลพัดโบก (Cirrhopetalum spp.) หรือช่อเป็นกระจุกแน่น (capitulum, head) เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) หรือที่เป็นดอกเดี่ยว เช่น สิงโตสยาม (Bulbophyllum siamense) ฯลฯ
        ดอก
        กล้วยไม้เป็นพืชสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite) มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ลักษณะดอกกล้วยไม้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดที่ใช้ในการจำแนกหรือตรวจหาชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยไม้ แต่ละชนิด ถึงแม้ว่าจะมีความหลากหลายทั้งในด้านสีสัน รูปร่าง ขนาด และกลิ่น ฯลฯ แต่โครงสร้างที่เป็นส่วน ประกอบหลักของดอกกล้วยไม้จะคล้ายคลึงกัน
        กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีแมลงเฉพาะชนิดเป็นพาหะในการถ่ายละอองเรณูและผสมเกสร มีทั้งผึ้ง ผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน แมลงปีกแข็ง และยุง ฯลฯ จึงมีการปรับตัวเพื่อให้พาหะเหล่านั้นเข้ามาผสมเกสรได้โดยง่าย นอกจากลักษณะโดยทั่วไปแล้ว รูปร่าง สี กลิ่นและการสร้างน้ำหวานในดอก ตลอดจนการปรับองศาของดอก ให้ตั้งในระดับต่างๆ ล้วนเป็นวิวัฒนาการอย่างสูงของกล้วยไม้ เพื่อให้แมลงเฉพาะชนิดมาผสมเกสรได้อย่างเหมาะ
        ภาพลักษณะและส่วนประกอบของดอกกล้วยไม้ :


        ส่วนประกอบที่สำคัญของดอกกล้วยไม้ได้แก่:
        • กลีบเลี้ยง (sepal) คือกลีบที่อยู่ชั้นนอกสุดหรือด้านหลังสุด ทำหน้าที่ห่อหุ้มส่วนประกอบอื่นของดอกไว้ ขณะที่ดอกตูม โดยส่วนใหญ่แล้ว กลีบเลี้ยงของกล้วยไม้มีจำนวน 3 กลีบ รูปร่างและสีสันค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ยกเว้นในกลุ่มรองเท้านารีมีกลีบเลี้ยง 2 กลีบ
        • กลีบดอก (petal) คือวงกลีบชั้นในถัดจากกลีบเลี้ยง จำนวน 3 กลีบ มีกลีบหนึ่งเปลี่ยนรูป และสีสันแตกต่าง ออกไป เรียกว่า กลีบปากหรือกลีบกระเป๋า (lip, labellum) มักพบกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างสารให้กลิ่น หรือผลิตน้ำหวานจะอยู่ที่ส่วนฐานของกลีบปากนี้
        • เส้าเกสร (column) เป็นส่วนประกอบที่อยู่ตรงกลางดอก เกิดจากการหลอมรวมกันของก้านเกสรเพศผู้ และ ก้านเกสรเพศเมีย ตำแหน่งของกลุ่มเรณู (pollinium) อยู่ด้านบน และยอดเกสรเพศเมีย (stigma) ที่ส่วนใหญ่ เปลี่ยนลักษณะแผ่ออกเป็นแอ่งใสและ เหนียวอยู่ด้านหน้าโดยมีจงอยเล็ก (rostellum) เป็นส่วนกั้น ในกล้วยไม้บางกลุ่ม เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือสกุลก้านก่อ (Eria spp.) ส่วนโคนของเส้าเกสรจะยืดยาวออกไปอย่างชัดเจน ที่เรียกว่า “column foot”
        • จงอยเล็ก (rostellum) คือจงอยเกสรเพศเมีย ทำหน้าที่กั้นแบ่งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียไม่ให้เกิดการถ่าย เรณูในต้นเดียวกัน (self-pollination) และมีการปรับตัวเป็นพิเศษในธรรมชาติ คือ หากดอกไม่ได้รับการผสมหรือ ถ่ายเรณูข้ามดอก (cross-pollination) ในช่วงสุดท้ายเมื่อดอกใกล้โรย จงอยส่วนนี้จะเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว จนกลุ่มเรณู สัมผัสกับยอดเกสรเพศเมียและเกิดการผสมในดอกเดียวกันได้
        • เกสรเพศผู้ (stamen) ประกอบด้วย กลุ่มเรณู (pollinium) และฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum)
          กลุ่มเรณู (pollinium) คือลักษณะละอองเรณูของเกสรเพศผู้ที่อยู่รวมกัน คล้ายก้อนขึ้ผึ้ง รูปร่างอาจเป็นรูปกลม รูปรี คล้ายถุงบางใสหรือขาวขุ่น หรือเป็นเกล็ดเล็กๆจำนวนมาก ติดอยู่บนก้านรองกลุ่มเรณูสั้นๆ (stipe) หรือ บางชนิดไม่มีก้าน เช่น ในสกุลหวาย (Dendrobium spp.) ส่วนใหญ่ที่ปลายก้านจะมีติ่งเหนียว (viscidium) ติดอยู่ ทำหน้าที่คล้ายกาวช่วยยึดกลุ่มเรณูให้สามารถเกาะติดกับพาหะถ่ายเรณู (pollinator) ได้โดยง่าย กลุ่มเรณู โดยทั่วไปจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบนก้านรองสั้นๆ เรียกรวมๆว่า ชุดกลุ่มเรณู (pollinaria)
        • ฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum) คือส่วนประกอบที่อยู่บนสุดของเส้าเกสร ทำหน้าที่บังหรือห่อหุ้ม
          กลุ่มเรณู ทำให้เกิดการผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพเฉพาะพาหะที่เหมาะสมโดยสามารถเปิดได้ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม หรือแรงจากภายนอกมากระทบ
        • เกสรเพศเมีย (pistil) ประกอบด้วยส่วนของยอดเกสรเพศเมียและรังไข่ โดยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เป็นแอ่งขนาดเล็กโดยทั่วไปมีลักษณะผิวฉาบบางๆ ด้วยน้ำหวานที่มีลักษณะใสเหนียว อยู่บริเวณด้านหน้าของเส้าเกสร
        • รังไข่ (ovary) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าส่วนของวงกลีบดอก (inferior ovary) หรืออยู่ด้านหลังส่วนใหญ่ มีลักษณะแคบยาวโดยฝังตัวอยู่ใน ก้านดอกใกล้กับโคนดอก
        • ก้านดอก (peduncle) คือส่วนที่ทำหน้าที่ชูดอกและยึดดอกย่อยให้ติดกับก้านช่อดอก กล้วยไม้บางชนิด ไม่มีก้านดอก หรือขนาดสั้นมากจนดูไม่คล้ายเป็นก้านดอกฝักและเมล็ด

          เมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว รังไข่จะเจริญเป็นผล ผลของกล้วยไม้เรียกว่า ฝัก (pods) ซึ่งมีรูปร่างหลากหลาย ทั้งรูปทรงกระบอกยาว รูปกลม รูปไข่หรือรูปรี เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อฝักแก่ เมื่อแห้งหรือแก่จัดจะแตกออกตามยาว การติดฝักหรือที่เรียกว่าถือฝักของกล้วยไม้นั้นจะมีช่วงยาวนานไม่เท่ากัน เช่น สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) ประมาณ 1-2 เดือน สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) 4-12 เดือน สกุลฟ้ามุ่ยและสามปอย (Vanda spp.) 16-18 เดือน ฯลฯ

          จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นสาเหตุให้กล้วยไม้ต้องมีเมล็ดจำนวนมาก เพื่อให้มีบางส่วนสามารถเจริญ ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เมล็ดกล้วยไม้จำนวนนับแสนหรือนับล้านเมล็ดเหล่านี้จะอัดแน่นอยู่ในฝัก เมื่อฝักแก่ และแตกออกจะมีเพียงไม่กี่เมล็ดที่จะปลิวและตกลงได้ในสถานที่เหมาะสมกับการงอกและเจริญเติบโตต่อไป

          เมล็ดกล้วยไม้ที่มีขนาดคล้ายแป้งหรือฝุ่นและมีจำนวนมากนี้ สามารถปลิวฟุ้งกระจายไปไกลด้วยลม แต่ภายในเมล็ดไม่มีอาหารสะสมสำหรับช่วยในการงอก จึงมีความสามารถในการงอกต่ำ ดังนั้นเมื่อปลิวไปแล้ว จึงต้องอาศัยแหล่งที่เมล็ดไปตกอยู่อย่างเหมาะสมจึงจะงอกได้ และเมื่อเริ่มงอกในเซลล์รากของต้นอ่อน ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก คือพวกไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) อาศัยอยู่ จะช่วยทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทำให้เกิด กระบวนการสร้างอาหารเพื่อใช้สำหรับการงอก และเจริญเติบโตต่อไปจนเป็นต้นสมบูรณ์ และอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา

          อาศัย (symbiosis) ไปจนตลอดอายุขัยของกล้วยไม้นั้น

        วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

        โรคและแมลงศัตรู


        ปัญหาที่สำคัญในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ก็คือ โรคและแมลงรบกวน โรคของกล้วยไม้มีหลายชนิด บางชนิดทำให้กล้วยไม้ตายภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เชื้อโรคและแมลงศัตรูที่เข้าทำลายกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และขยายพันธุ์รวดเร็ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การป้องกันกำจัดได้ยากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง โรคและแมลงศัตรูของกล้วยไม้ที่พบมีดังนี้

        โรคเน่าดำหรือยอดเน่า

        โรคเน่าดำหรือยอดเน่า หรือ เรียกว่าโรคเน่าเข้าไส้ โรคนี้สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora

        ลักษณะอาการ

        โรคนี้สามารถเข้าทำลายกล้วยไม้ได้ทุกส่วน ถ้าเชื้อราเข้าทำลายที่ราก รากจะเน่าแห้ง ซึ่งมีผลทำให้ใบเหลือง ร่วง และตายในที่สุดถ้าเชื้อราเข้าทำลายยอดจะทำให้ยอดเน่าเป็นสีน้ำตาล เมื่อจับจะหลุดติดมือได้ง่าย และถ้าแสดงอาการรุนแรงเชื้อราจะลุกลามเข้าไปในลำต้น เมื่อผ่าดูจะเห็นเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้มตามแนวยาวของต้น โรคนี้จะแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูง

        การป้องกันและกำจัด

        ควรปรับสภาพเรือนกล้วยไม้ให้โปร่ง ไม่ควรปลูกกล้วยไม้หนาแน่นเกินไป ถ้าพบโรคนี้ในระยะเป็นลูกกล้วยไม้ให้แยกกระถางที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย ถ้าเป็นกับกล้วยไม้ที่ใดแล้วควรตัดส่วนที่เป็นโรคออกเสียจนถึงเนื้อดี แล้วใช้ยาฉีดพ่น ยาป้องกันกำจัดเชื้อราจะต้องใช้ชนิดที่สามารถป้องกันเชื้อราชนิดนี้โดยตรง เช่น ไดโพลาแทน, ริโดมิล, เทอราโซล สำหรับการใช้ยาประเภทดูดซึมมีข้อควรระวัง คือ อย่าให้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เชื้อราดื้อยา ควรผสมกับยาชนิดอื่น เช่น แมนโคเซป หรือใช้ยาสูตรที่ผสมมาให้เรียบร้อยแล้ว เช่น ริไดมิล เอ็มแซด หรืออาจใช้สลับกันระหว่างยาดูดซึมจะทำให้การป้องกันกำจัดได้ผลดียิ่งขึ้น เพราะสารเคมีแต่ละตัวมีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อราได้แตกต่างกัน

        โรคดอกสนิมหรือจุดสนิม

        เป็นโรคที่จักกันดีในหมู่ผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อตัดดอกเป็นขายต่างประเทศ บางอาจแสดงอาการระหว่างการขนส่ง เป็นมากกับกล้วยไม้สกุลหวายโดยเฉพาะหวายมาดาม หวายขาว หวายชมพูและหวายซีซาร์ สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Curvularia eragrostidis
        กล้วยไม้

        ลักษณะอาการ

        ปรากฏอาการบนกลีบดอกกล้วยไม้ อาการเริ่มแรกเป็นจุดขนาดเล็กสีน้ำตาลเหลือง เมื่อจุดเหล่านี้ขยายโตขึ้นจะเข้มเป็นสีสนิม มีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.1–0.3 มิลลิเมตร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวสวนกล้วยไม้นิยมเรียกว่า โรคราสนิมลักษณะดังกล่าวจะปรากฎชัดเจนบนดอกหวายมาดาม แต่อาการบนหวายขาวจะเป็นแผลสีน้ำตาลไม่เป็นแผลสีสนิมชัดเจนอย่างบนหวายมาดาม โรคนี้ระบาดได้ดีในช่วงฤดูฝนโดยเฉพาะถ้ามีฝนตกติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรือมีน้ำค้างลงจัด โดยจะระบาดติดต่อกันรวดเร็วทั่วทั้งรังกล้วยไม้และบริเวณใกล้เคียง

        การป้องกันและกำจัด

        หมั่นตรวจดูแลรังกล้วยไม้ให้สะอาดอย่างสม่ำเสมออย่าปล่อยให้ดอกกล้วยไม้บานโรยคาต้น เพราะจะเป็นแหล่งให้เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย เก็บรวบรวมดอกที่เป็นโรคให้หมดแล้วนำไปเผาทำลายเสีย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรค หลังจากนั้นจึงฉีดพ่นสารเคมี เช่น ไดเทนเอ็ม 45, ไดเทนแอลเอฟหรือมาเน็กซ์ โดยในช่วงฤดูฝนควรฉีดพ่นให้ถี่ขึ้น

        โรคใบปื้นเหลือง

        สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pseudocercospora dendrobii พบมากในกล้วยไม้หวายปอมปาดัวร์ ระบาดมากตั้งแต่ช่วงปลายฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว โดยสปอร์ของเชื้อราจะแพร่กระจายไปกับลมและกระเด็นไปกับละอองน้ำที่ใช้รดต้นกล้วยไม้

        ลักษณะอาการ

        จะเกิดบนใบของกล้วยไม้โดยเฉพาะที่อยู่โคนต้นก่อนโดยใบจะมีจุดกลมสีเหลือง เมื่อเป็นมากๆ จะขยายติดต่อกันเป็นปื้นเหลืองตามแนวยาวของใบ เมื่อพลิกดูใต้ใบจะเห็นเป็นกลุ่มผงสีดำ ในที่สุดใบที่เป็นรุนแรงจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ พร้อมทั้งร่วงหลุดออกจากต้นในที่สุด ทำให้ต้นกล้วยไม้ทิ้งใบหมด

        การป้องกันและกำจัด

        ควรเก็บรวบรวมใบที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย และรักษารังกล้วยไม้ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการทำลายเชื้อและลดปริมาณของเชื้อราในรังกล้วยไม้ และฉีดพ่นด้วยยาเดลซีนเอ็มเอ็ก 200, ไดเทนเอ็ม 45, เบนเลททุกๆ 7–10 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

        โรคแอนแทรกโนส

        สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Collectotrichum sp. เป็นโรคหนึ่งที่พบเสมอในกล้วยไม้สกุลออนซิเดี้ยม สกุลแคทลียา สกุลแวนด้า สกุลหวาย สกุลแมลงปอ ปอมปาดัวร์ และลูกผสมของกล้วยไม้สกุลต่างๆ เหล่านี้เชื้อราสามารถแพร่กระจายไปกับลมและฝนหรือน้ำที่ใช้รด
        กล้วยไม้

        ลักษณะอาการ

        ใบจะเป็นแผลวงกลมสีน้ำตาลอมแดงหรือสีน้ำตาลไหม้ ซึ่งขยายออกไปเป็นแผลใหญ่เห็นเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น เนื้อเยื่อที่เป็นแผลบุ๋มลึกลงไปต่ำกว่าระดับผิวใบเล็กน้อย กล้วยไม้บางชนิดมีขอบแผลเป็นเนื้อเยื่อสีเหลืองล้อมรอบแผล เช่น ลักษณะแผลของพวกแมลงปอ ฯลฯ บางชนิดแผลมีขอบสีน้ำตาลเข้มกว่าภายในและไม่มีขอบแผลสีเหลืองเลย เช่น แผลของกล้วยไม้ดินบางชนิด เนื้อเยื่อของแผลนานเข้าจะแห้งบางผิดปกติ ขนาดของแผลแตกต่างกันแล้วแต่สภาพแวดล้อม บางแห่งมีเชื้อราอื่นมาขึ้นร่วมภายหลังทำให้แผลขยายกว้างออกไปจนมีลักษณะที่เป็นแผลวงกลม อย่างอาการเริ่มแรกกล้วยไม้ที่มีใบอวบอมน้ำมาก เช่น แคทลียา ลูกผสมแมลงปอ และกล้วยไม้ดินบางชนิดใบจะเน่าเปื่อยถ้าฝนตกชุก แต่โดยปกติจะเป็นแผลแห้งติดอยู่กับต้น

        การป้องกันและกำจัด

        โดยเก็บรวบรวมใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายเสีย เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดต่อไป และฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อราทุกๆ 7–15 วันต่อครั้งส่วนฤดูฝนต้องฉีดพ่นเร็วกว่ากำหนด เช่น 5–7 วันต่อครั้ง เป็นต้น

        โรคเน่าแห้ง

        สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii เป็นโรคที่พบตามแหล่งปลูกกล้วยไม้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตอากาศร้อนชื้น ทำความเสียหายแก่กล้วยไม้หลายสกุล เช่น สกุลแวนด้า สกุลหวาย สกุลรองเท้านารีและสกุลออนซิเดี้ยม

        ลักษณะอาการ

        โดยเชื้อราจะเข้าทำลายกล้วยไม้บริเวณรากหรือโคนต้นแล้วแพร่ไปยังส่วนเหนือโคนต้นขึ้นไป บริเวณที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อเยื่อจะแห้งและยุ่ย ถ้าอากาศชื้นมากๆ จะเห็นเส้นใยสีขาวแผ่บริเวณโคนต้น ลักษณะที่เห็นได้ง่ายคือมีเม็ดกลมๆ ขนาดเล็กสีน้ำตาลคล้ายเมล็ดผักกาดเกาะอยู่ตามโคนต้น ในกล้วยไม้บางชนิดจะแสดงอาการที่ใบโดยจะทำให้ใบเน่าเป็นสีน้ำตาล เมื่ออากาศแห้งจะเหี่ยวและร่วงตายไปในที่สุดโรคนี้ระบาดมากในฤดูฝน ซึ่งเชื้อราชนิดนี้จะมีเมล็ดเป็นสีน้ำตาลกลมๆ ซึ่งทนต่อการทำลายของสารเคมีและสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้มีชีวิตอยู่ได้นาน

        การป้องและกำจัด

        ควรดูแลรังกล้วยไม้เสมอ ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ควรเก็บรวบรวมใบแล้วเผาทำลายทิ้ง และราดทับหรือฉีดพ่นด้วยยากำจัดเชื้อรา เช่น เทอราโซลหรือไวตาแวกซ์

        โรคเน่าเละ

        เป็นโรคที่รู้จักกันดีในหมู่นักเลี้ยงกล้วยไม้ สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas gladioli เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับกล้วยไม้หลายสกุล เช่น สกุลแคทลียา สกุลรองเท้านารี สกุลออนซิเดี้ยม สกุลซิมบิเดี้ยม ฟาแลนด์น๊อฟซิส เป็นต้น มักจะเกิดในเรือนกล้วยไม้ที่มีความชื้นสูง

        ลักษณะอาการ

        อาการเริ่มแรกจะเป็นจุดช้ำน้ำขนาดเล็กบนใบหรือบนหน่ออ่อน ทำให้เนื้อเยื่อมีลักษณะเหมือนถูกน้ำร้อนลวก คือใบจะพองเป็นสีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ ถ้าเอามือจับแต่เบาๆ จะเละติดมือและมีกลิ่นเหม็น ซึ่งจะขยายลุกลามออกไปทั้งใบและหน่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีสภาพอากาศร้อนและความชื้นสูง

        การป้องกันและกำจัด

        ตัดหรือแยกส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย ในช่วงที่มีฝนตกหนักควรมีหลังคาพลาสติกคลุมอีกชั้นหนึ่งสำหรับลูกกล้วยไม้หรือไม้ปลูกใหม่ เพื่อไม่ให้แรงกระแทกของเม็ดฝนทำให้กล้วยไม้ช้ำและเป็นสาเหตุให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่าย ไม่ควรปลูกกล้วยไม้หนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อากาศระหว่างต้นไม่ถ่ายเท เกิดความชื้นสูงและง่ายแก่การเกิดโรค นอกจากนี้การเร่งกล้วยไม้ให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงมากเกินไปจะทำให้ต้นและใบกล้วยไม้อวบหนา ซึ่งเหมาะแก่การเป็นโรคเน่าเละนี้มาก สำหรับยาเพื่อใช้กำจัดแบคทีเรียนิยมใช้ยาปฏิชีวนะจำพวกสเตรปโตมัยซิน เช่น แอกริมัยซิน หรืออาจใช้ไฟแซน 20 หรือนาตริฟินก็ได้

        โรคใบจุด

        สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phyllostictina psriformis พบมากในกล้วยไม้สกุลแวนด้าและสกุลหวาย ทำให้ต้นกล้วยไม้มีการเจริญเติบโตลดลง เนื่องจากใบมีการปรุงอาหารได้น้อย โรคนี้มีปัญหามากกับผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อจำหน่ายต้น

        ลักษณะอาการ

        ในกล้วยไม้สกุลแวนด้า ลักษณะแผลเป็นรูปยาวรีคล้ายกระสวย ถ้าเป็นมากบางครั้งแผลจะรวมกันเป็นแผ่น บริเวณตรงกลางแผลจะมีตุ่มนูนสีน้ำตาลดำ เมื่อลูบดูจะรู้สึกสากมือ ซึ่งในเวลาต่อมาตุ่มนูนนี้จะแตกออกมีสปอร์จำนวนมาก ระบาดในฤดูฝนถึงฤดูหนาว ส่วนลักษณะอาการที่เกิดกับสกุลหวายจะแตกต่างจากสกุลแวนด้า คือ ลักษณะแผลเป็นจุดกลมสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ขอบแผลสีน้ำตาลอ่อน ขนาดแผลมีได้ตั้งแต่เท่าปลายเข็มหมุดจนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 1 เซนติเมตร บางครั้งแผลจะบุ๋มลึกลงไป หรืออาจนูนขึ้นมาเล็กน้อยหรือเป็นสะเก็ดสีดำ เกิดได้ทั้งด้านบนใบและหลังใบ บางทีอาจมีลักษณะแตกต่างออกไปเล็กน้อย คือ บนใบจะมีอาการเป็นจุดกลมสีเหลือง เห็นได้ชัดเจน จุดกลมเหลืองเหล่านี้บางจุดจะมีสีดำบริเวณกลางและค่อยแผ่ขยายเป็นจุดกลมสีดำทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดปี

        การป้องกันและกำจัด

        ทำได้โดยการรวบรวมใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายเสียหรือฉีดพ่นด้วยยาไดเทนเอ็ม 45, ไดเทนแอลเอฟ หรือยาประเภทคาร์เบนดาซิม เช่น เดอโรซาล เป็นต้น

        เพลี้ยไฟ

        เป็นที่รูจักกันดีในวงการผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ในชื่อว่า ตัวกันสีเป็นแมลงปากดูดที่มีขนาดเล็กมาก มีความยาวประมาณ ½-2 มิลลิเมตร รูปร่างเรียวยาว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวอ่อนไม่มีปีก ตัวอ่อนมีสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาลอ่อน หรือสีดำ ตัวแก่มีปีกซึ่งมีลักษณะแคบยาว มักจะพบเห็นตัวอ่อนเกาะบนกล้วยไม้ เพลี้ยไฟมีการเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็นตัว

        ลักษณะอาการ

        เพลี้ยไฟเป็นแมลงที่ดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนที่อ่อนๆ เช่น ตามยอด ตาและดอก มักพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายกล้วยไม้ในฤดูร้อนและฤดูฝน ทำความเสียหายมากแก่กล้วยไม้ในระยะที่ดอกตูมและดอกกำลังบาน โดยการดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ดอกตูมชะงักการเจริญเติบโต เป็นสีน้ำตาลและแห้งคาก้านช่อดอก ส่วนอาการที่ดอกบานเริ่มแรกจะเห็นเป็นรอยแผลสีซีดขาวที่ปากหรือกระเป๋า และตำแหน่งของกลีบดอกที่ซ้อนกัน ต่อมาแผลจะกลายเป็นสีน้ำตาลเรียกว่า ดอกไหม้หรือปากไหม้ดอกเหี่ยวแห้งง่าย

        การป้องกันและกำจัด

        อาจใช้พอสซ์ในอัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไวเดทแอล อัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ซีเอฟ 35 แอสที 10–15 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกเวลาการฉีดในช่วงเย็นๆ

        ไรแดงหรือแมงมุมแดง

        เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของกล้วยไม้ โดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลหวาย ไรแดงเป็นศัตรูจำพวกปากดูดมีขนาดเล็กมาก แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดสีแดงเล็กๆ เคลื่อนไหวได้ ไรแดงมีสีต่างๆ เช่น สีแดง สีเหลืองอมเขียว สีเหลืองและส้ม รูปร่างค่อนข้างกลม มักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทางด้านใต้ใบ

        ลักษณะอาการ

        ไรแดงจะทำลายทั้งใบและดอก โดยจะดูดน้ำเลี้ยง ถ้าดูดน้ำเลี้ยงที่ใบจะทำให้เกิดเป็นจุดด่าง ผิวใบไม่เรียบ มีสีเหลืองและค่อยๆ เป็นสีเข้มขึ้นจนถึงสีน้ำตาล ถ้ามีการทำลายมากๆ จะมองเห็นบริเวณนั้น

        การป้องกันและกำจัด

        ทำได้โดยเก็บใบและดอกที่ถูกทำลายไปเผาและใช้ยาเคลเธน อัตรา 30 ซีซี ฉีดพ่นทั้งต้น



        สูตรปุ๋ยกล้วยไม้ ตามฤดูกาล


               ปุ๋ย ปุ๋ยเป็นคำเรียกแทนอาหารของพืช  ซึ่งมีแร่ธาตุหลายชนิด  ที่มีคุณค่าแก่การเติบโตของพืช  แบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆคือ
               1) ปุ๋ยธรรมชาติ หรือ ปุ๋นอินทรีย์  เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีอยู่ในโลกตามธรรมชาติ เช่น ขี้หมู ขี้วัว ขี้ควาย  ใบไม้และหญ้าหมัก  ตลอดจนพืชและสัตว์ที่ตายทับถมเน่าเปื่อยผุพังไปแล้วนานๆ  ปุ๋ยแบบนี้มักนำไปใช้กับกล้วยไม้ประเภทที่มีระบบรากอยู่ในดิน  หรือแบบกึ่งดินกึ่งอากาศ เช่น สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum )  ,  สกุลไฟอัส (Phaius)หรือเอื้องพร้าว ,  สกุลยูโลเฟีย (Eulophia) หรือ หมูกลิ้ง ,  สกุลสะแปโตกลอทติส (Spathoglottis)   และสกุลฮาเบนาเรีย (Habenaria)  เป็นต้น
               2) ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือ ปุ๋ยอนินทรีย์  ปุ๋ยแบบนี้ ประกอบด้วยแร่ธาตุอาหาร 3 ชนิด ที่พืชต้องการมากที่สุกคือ ไนโตรเจน (N) , ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K) ซึ่งแร่ธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้ ถือ เป็นอาหารหลักที่ต้องใช้เป็นประจำ และใช้เป็นจำนวนมาก
        นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอาหารอื่นที่เป็นธาตุอาหารรอง ซึ่งกล้วยไม้และพืชต่างๆต้องการใช้เพียงจำนวนเล็กน้อย เพื่อเป็นการเสริมอาหารหลักให้มีประสิทธิภาพ   ซึ่งแร่ธาตุที่สำคัญและจำเป็นที่พืชขาดเสียมิได้เหล่านี้มี 12 ชนิดคือ  ออกซิเจน , ไนโตรเจน , คาร์บอน , เหล็ก , กำมะถัน , แคลเซี่ยม , แมงกานีส ,ทองแดง ,  สังกะสี , แมกนีเซียม , โมลิดินั่ม , และ โบรอน   ใน 12 ชนิดนี้ มีอยู่ 3 ชนิด คือ ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอน  เป็นแร่ธาตุที่พืชได้ตามธรรมชาติ  จากบรรยากาศอยู่แล้ว
        สำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในบ้าน
        ปุ๋ยกล้วยไม้  ที่ใช้กันโดยมากจะเป็นปุ๋ยเคมี  แบบเกล็ดละลายน้ำ  และปุ๋ยน้ำ  ที่สำคัญต้องดูที่สูตร
        สูตรปุ๋ยที่ควรมีประจำติดบ้านคือ  สูตรเสมอ เช่น 21-21-21 และ สูตรขั้นบันได เช่น 16-21-27 หรือ 10-20-30
        ปกติแล้ว ที่แนะนำคือ ใส่สลับกัน ทุก 7-10 วัน
        เช่น วันที่ 1 ใส่ปุ๋ยสูตร 21-21-21 ,พอวันที่ 8 ให้เปลี่ยนเป็นปุ๋ยสูตร 16-21-27 ,และพอถึงวันที่ 15 ก็กลับมาใช้สูตร
        21-21-21 สลับกันไปแบบนี้ เรื่อยๆ 
        สิ่งสำคัญคือ  ต้องใส่ปุ๋ยให้สม่ำเสมอ  ใช้ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ตามฉลาก  และใส่ปุ๋ยในช่วงเช้า  วันที่อากาศสดใส เพื่อการดูดซึมที่ดี 
        ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรพิสดารมากมาย  เพียง 2 สูตรนี้  ก็ทำให้ต้นงามและเห็นดอกได้แล้ว   
        อยากรู้ว่าควรใช้เมื่อใดก็ทิ้งคำถามได้ที่ คลีนิกกล้วยไม้  ได้เลยค่ะ 

        เพิ่มเติม 
        แนะนำสูตรปุ๋ยตามฤดูกาล / ตามสภาพอากาศ
        มีปุ๋ยที่แนะนำด้วยกัน ประมาณ 4  สูตรคือ  1.สูตรเสมอ N-P-K เท่ากัน เช่น 20-20-20 ,21-21-21 เป็นต้น
         2.สูตรเร่งดอก เช่น 15-30-15 สำหรับฉีดกระตุ้นตาดอก ในไม้ที่หน่อสุดแล้ว
         3.สูตรขั้นบันได ได้แก่ 10-20-30 และ 16-21-27 ช่วยด้านความแข็งแรงของลำต้น และ การออกดอก  ในกรณีที่แสงน้อย
         4. สูตรตัวหน้าสูง เพิ่มความอวบของต้นไม้ เช่น 30-20-10
        สำหรับกล้วยไม้กระถางนิ้ว อายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์ - 6 เดือน 
        • โดยปกติ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 21-21-21 ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ  20 ลิตร พ่นทุกๆ 7  วัน
        • ในช่วงฤดูฝน ที่มีฝนตกมาก ให้ใช้สูตรเสมอ สลับกับ สูตร 16-21-27  จะทำให้ไม้นิ้วแข็งแรงขึ้น
        • ในช่วงอากาศแห้ง ความชื้นในอากาศน้อย และฤดูหนาว ให้ใช้สูตรเสมอ สลับกับ สูตร 30-20-10 จะทำให้ไม้นิ้วอ้วนขึ้น ใบเขียว
        สำหรับกล้วยไม้ ที่เจริญเติบโตเต็มที่ เป็นไม้สาว พร้อมออกดอก แนะนำการให้ปุ๋ยดังนี้
        • โดยปกติ สำหรับทั่วไป  แนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 21-21-21 สลับกับ สูตร 16-21-27 ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ  20 ลิตร พ่นทุกๆ 7  วัน  
        • ในจำพวกแคทลียา และหวาย สามารถให้สูตร 16-21-27  ทุกๆ 7 วัน ได้เลย จะช่วยให้ออกดอกบ่อย  แต่ต้นจะไม่เขียว ออกสีเขียวเหลืองๆหน่อย
        • ฤดูร้อนจัด เดือนเมษายน / ฤดูแล้ง ควรให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 21-21-21 สลับกับสูตรตัวหน้าสูง เช่น 30-20-10 
        • ในช่วงฤดูฝน จะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 21-21-21  สลับกับ 16-21-27  เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของลำต้น   ถ้าต้นอ่อนแอมาก ก็สามารถใช่สูตร 6-20-30 ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง 
        • ส่วนช่วงหมดฝน-ฤดูหนาวใช้สูตรเสมอ 21-21-21 เป็นตัวยืน  สลับด้วย 16-21-27 หรือ 10-20-30  ถ้ากรณีที่มีลมหนาวมาแรงๆทำให้ใบเหลืองได้  ก็อาจใช้ปุ๋ยปลาช่วยได้บ้างครั้งคราว

        สภาพโรงเรือน แสง และอุณหภูมิ

                การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ไม่ว่าจะเป็นนักกล้วยไม้สมัครเล่น หรือนักกล้วยไม้อาชีพ  จำเป็นจะต้องมีที่ให้กล้วยไม้อยู่  โดยจะทำราวแขวนตามระเบียงบ้าน หรือ จะทำเรือนกล้วยไม้ตามขนาดของจำนวนกล้วยไม้ที่มีอยู่ ก็ตาม มิใช่ทำตามใจของเรา ทั้งนี้เพราะเราไม่ใช่ผู้ที่จะไปอยู่ตรงนั้น กล้วยไม้ต่างหากที่จะเข้าไปอยู่  ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงธรรมชาติของกล้วยไม้ ที่เราจะนำมาปลูกเลี้ยงเสียก่อน ว่าเป็นกล้วยไม้ชอบแสง ชอบอากาศอย่างไร แค่ไหน แล้วจึงพิจารณาหาบริเวณที่เหมาะสม ภายในที่ดินของเราเพื่อปลูกเรือนกล้วยไม้  หรือสร้างรังกล้วยไม้
               กล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงได้ในประเทศไทยนั้น  ส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้ที่มีความเป็นอยู่ในเขตร้อน  ตามที่สภาพอากาศของประเทศไทยเป็นเช่นนั้น  แต่อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้มิใช่ว่าจะปลูกกลางแจ้งตากแดด ตากฝน  บางชนิดอยู่ได้  แต่โดยทั่วไปแล้ว จำเป็นต้องมีโรงเรือน

        รายละเอียดโรงเรือนกล้วยไม้แต่ละสกุล พอสังเขป

        สกุลความสูงโรงเรือน (เมตร)การพรางแสง (%)วิธีการปลูก
        หวาย(Dendrobium)2.5-3.550-60วางบนโต๊ะ
        ออนซิเดียม (Oncidium)2.5-3.540-50วางบนโต๊ะ
        มอคคารา (Mokara)3.0-4.050-70วางบนโต๊ะหรือปลูกบนแปลง
        แวนด้า (Vanda) - ใบแบน3.0-4.040-50
        วางบนโต๊ะหรือปลูกบนแปลง
        หรือแขวน
        แวนด้า (Vanda) - ใบร่อง3.0-4.020-30วางบนโต๊ะหรือปลูกบนแปลง

        เสาโรงเรือน : เสาคอนกรีต ขนาด 3 x 3 นิ้ว
        หลังคาโรงเรือน : ใช้ตาข่ายพรางแสง (saran screen) สีดำ โดยขึงให้ติดกันทั้งผืน เว้นระยะห่างแต่ละแผ่นเพื่อระบายอากาศ  หรือขึงเป็นสเต็ป 2 ชั้น

        แมลง - สัตว์ ศัตรูกล้วยไม้



        1. เพลี้ยไฟฝ้าย (Cotton Thrips) 
        ชื่อวิทยาศาสตร์  Thrips palmi Karny  ชื่ออื่นๆ ตัวกินสี
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย  ช่อดอก
        ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายดอกกล้วยไม้ โดยใช่ปากเขี่ยเนื่อเยื่อให้ช้ำแล้วดูดน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืช  บริเวณที่ถูกทำลายเกิดรอยด่างขาว
        ทำลายกล้วยไม้เกือบตลอดปี แต่พบน้อยในช่วงฤดูฝน
        การป้องกันกำจัด 
        ใช้สารฆ่าแมลงเป็นกลุ่มๆดังนี้
        กลุ่ม 1 *อิมิดาโคลพริด (คอร์ฟิดอร์ 100 เอสแอล) อัตรา 10-20 ml./ น้ำ 20 ลิตร
                     * อะเซทามิพริด (โมแลน 20 % เอสพี) อัตรา 10-20 กรัม / น้ำ  20 ลิตร
        กลุ่ม 2 *อะบาเม็กติก (แจคเก็ต , เวอร์ทิเม็ค 1-8 % อีซี)  อัตรา 10-20 ml./ น้ำ 20 ลิตร
        กลุ่ม 3 * ฟิโปรนิล (แอสเซ้นด์ 5% เอสซี) อัตรา 20 ml./ น้ำ 20 ลิตร
        กลุ่ม 4 *ไซเพอร์เมทริน / โฟซาโลน (พาร์ซอน 28.75% อีซี) อัตรา 40 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร
        * เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานสารฆ่าแมลงในเพลี้ยไฟ  ควรพ่นสารสลับกัน แต่ไม่ควรพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง โดยใช่ช่วงพ่น 5-7 วัน /ครั้ง ในฤดูร้อน , 7-10 วัน / ครั้ง ในฤดูฝน และพ่นให้ทั่วเป็นละอองฝอย โดยเฉพาะบริเวณส่วนดอก
         2บั่วกล้วยไม้ (Orchid midge)   ,  ชื่อวิทยาศาสตร์ :Contarinia sp.        ชื่ออื่นๆ :ไอ้ฮวบ , แมลงวันดอกกล้วยไม้
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย กลีบดอก มักเป็นกล้วยไม้สกุลหวาย
        ลักษณะการทำลาย ตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอกด้านใน ทำให้กลีบดอกเกิดอาการผิดปรกติ มีผลทำให้ดอกตูมชะงักการเจริญเติบโต บิดเบี้ยว และหงิกงอ  ต่อมาจะมีอาการเน่าเหลือง ฉ่ำน้ำและหลุดล่วงจากช่อดอก  หากพบระบาดรุนแรง ดอกตูมจะหลุดร่วงอย่างรวดเร็วฮวบฮาบ จนเหลือแต่ก้านดอก  จึงเป็นชื่อเรียกว่า 'ไอ้ฮวบ'
         การป้องกันกำจัด
        1. ใช้วิธีกล โดยทำลายดอกตูมที่มีอาการเน่า ฉ่ำน้ำ หรือแสดงอาการบิดเบี้ยว
        2. หากพบมีการระบาดรุนแรง ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลง ไซเพอร์เมทริน / โฟซาโลน (พาร์ซอน 28.75% อีซี) อัตรา 40 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% อีซี) อัตรา 50 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร กำหนดการพ่น 5-7 วัน /ครั้ง จนกว่าการระบาดจะลดลง
        3. ไรแดงเทียม (False spider mite)  ชื่อวิทยาศาตร์  Teunipalpus pacificus Baker
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย ลำต้น ใบ ราก
        ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย จะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและดอก ถ้าทำลายที่ใบจะทำให้เกิดจุดด่าง ผิวใบไม่เรียบและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นจนถึงน้ำตาล บางครั้งบริเวณที่ถูกทำลาย มีสีแดงเป็นปื้น หรือสีน้ำตาลไหม้เกรียม ถ้าทำลายที่ดอกจะทำให้บริเวณที่ถูกดูดกินเป็นสีม่วงเข้ม  เห็นได้ชัดในพวกกลีบดอกสีขาว
         การป้องกันกำจัด
        1. ไม่ควรปลูกกล้วยไม้ในลักษณะที่แออัดมากเกินไป โดยเฉพาะกล้วยไม้ที่มีการแตกหน่อและใบแน่นทึบ  เพราะทำให้ยากแก่การดูแลรักษา โดยเฉพาะการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อาจทำได้ไม่ทั่วถึง
        2. ใบและช่อดอกที่ถูกไรแดงทำลาย ควรนำไปเผาทำลาย เพื่อลดปริมาณไรให้เหลือน้อยที่สุด
        3. พ่นสารฆ่าไรให้ทั่วทุกจุดเช่น ใต้ใบ หรือช่อดอก สลับสารฆ่าไรตามความเหมาะสม เพื่อป้องการการดื้อสารเคมี  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่แนะนำ
        ถ้ามีการระบาดมาก ใช้สารกำจัดไร อามีทราซ (ไมแทค 20% อีซี) อัตรา 30-40 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร พ่นทุกๆ  3-4 วัน ในช่วงที่มีการระบาด แต่ไม่ควรพ่นขณะแดดจัด เพราะจะทำให้ดอกไหม้
        4. หนอนกระทู้ผัก ,หนอนกระทูฝ้าย , หนอนกระทู้ยาสูบ (Cluster caterpillar ,Cotton leafworm , Tobacco cutworm , Common cutworm)
        ชื่อวิทยาศาสตร์ Spodoptera litura Fabricius
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย ดอกและใบ โดยหนอนจะกัดกินส่วนดอกและใบ
        การป้องกันกำจัด
        1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย เป็นวิธีที่ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพ
        2. ใช้เชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ ไวรัส เอ็นพีวี ของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 30 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบอัตราตามฉลาก ฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นทุก 5 วันในช่วงหนอนระบาด
        3. ใช้สารฆ่าแมลง เมื่อมีการระบาดให้พ่นด้วยสารระงับการลอกคราบ ได้แก่ คลอร์ฟูอาซูรอน อัตรา 20 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร  โดยกำหนดช่วงพ่น 5-7 วัน /ครั้งติดต่อกัน จนกว่าการระบาดจะลดลง
        5. หนอนกระทู้หอม, หนอนหนังเหนียว ,หนอนเขียว (Beet armyworm ,Lesser worm ,Onion cutworm)
        ชื่อวิทยาศาสตร์  Spodoptera exigus Hubner
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย ดอกและใบ
        การป้องกันกำจัด
        1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย เป็นวิธีที่ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพ
        2. ใช้เชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ *ไวรัส เอ็นพีวี ของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 30 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบอัตราตามฉลาก ฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นทุก 5 วันในช่วงหนอนระบาด  *เชื้อแบคทีเรีย (Bt) เช่น เซนทารี อัตรา 60 กรัม / น้ำ 20 ลิตร ,เดลฟีน อัตรา 40 กรัม / น้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นทุก 5 วัน
        3. สารสกัดสะเดา ในอัตรา 100 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร
        4. ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ ไดอะเฟน ไทยูรอน (โปโล 25% )อัตรา 40 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร 
        6. หอยทากซัคซิเนีย (Amber Snail)  ชื่อวิทยาศาตร์ Succinea chrysys West
        ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย ตาหน่อ ตาดอก และช่อดอก
        ลักษณะการทำลาย หอยทากซัคซิเนีย ระบาดทำลายกล้วยไม้ในแปลงที่มีความชื้นสูง โดยเข้าทำลายตาหน่อ ตาดอก และช่อดอก  นอกจากนี้ เมือกที่หอยปล่อยไว้ตลอดแนวที่เดินผ่าน  เป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อโรค หรือเชื้อราเข้าทำลายกล้วยไม้ได้อีกด้วย
        รูปร่าง หอยทากชนิดนี้เป็นหอยทากขนาดเล็ก มีความกว้าง 0.5-0.6 ซม. สูง 0.8-0.9 ซม.
        การแพร่กระจาย และฤดูกาลที่ระบาด  แปลงกล้วยไม้ที่มีความชื้นสูง และพบระบาดมากในฤดูฝน
        การป้องกันกำจัด
        1. เครื่องปลูก เช่น กาบมะพร้าว ควรอบ หรือ ตากแห้ง หรือ ชุบสารกำจัดหอยก่อนนำไปปลูก เพื่อป้องกันกำจัดไข่หอย หรือลูกหอยที่ติดมา
        2. เมื่อเริ่มพบหอยทาก ให้วางเหยื่อพิษสำเร็จรูปเมทัลดีไฮด์ มีลักษณะเป็นเม็ด โดยวางเป็นจุด ประมาณปลายช้อนชา ตามโคนต้นกล้วยไม้ในแหล่งที่พบหอยทาก ภายหลังจากที่ให้น้ำกล้วยไม้แล้ว หรือเวลาเย็นในวันที่ฝนไม่ตก เพ่อให้เหยื่อพิษ มีประสิทธิภาพอยู่ได้นานหลายวัน
        3. กรณีที่หอยทากระบาดมากทั่วทั้งสวน ให้ใช้สารกำจัดหอย โดยเลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
        * นิโคลซาไมด์ (ไบลุสไซด์ 70%ดับบลิวพี)  เป็นผงสีเหลืองผสมน้ำในอัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
        *เมทไทโอคาร์บ (เมซูโรล 50% ดับบลิวพี) เป็นผงสีขาวผสมน้ำในอัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
        *เมทัลดีไฮด์ 80%ดับบลิวพี เป็นผงสีขาว ผสมน้ำในอัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
         ทั้งนี้ ควรพ่นสารในเวลาเช้าซึ่งในอากาศยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ โดยพ่นน้ำเปล่าก่อนพ่นสารประมาณ 10 นาที เพื่อให้ความชื้นในอากาศสูงขึ้นเพื่อชักนำให้หอยทากออกจากที่หลบซ่อน และสามารถสัมผัสสารฆ่าหอยได้เต็มที่ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารบริเวณส่วนดอก โดยให้พ่นสารบริเวณลำต้นส่วนกลาง บริเวณเครื่องปลูก รวมทั้งพื้นทางเดินระหว่างโต๊ะด้วย
         7. หอยทากสาริกา (หอยแว่น ,Sarika Snail)



        การกำจัดหอยทากด้วยน้ำหมักฝักคูณ

        การให้น้ำสำหรับกล้วยไม้


        น้ำ 
        น้ำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช หรือสัตว์
        น้ำที่นำมาใช้รดกล้วยไม้นั้น ต้องเป็นน้ำสะอาด  และไม่มีความเป็นกรด หรือ เป็นด่างมาก แหล่งน้ำ เช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำบ่อ น้ำในแม่น้ำลำคลอง  และน้ำฝน 
        การให้น้ำกล้วยไม้นั้น  ควรให้เวลาเช้าวันละครั้ง สำหรับกล้วยไม้ประเภทแตกกอ รดให้โชก  การรดให้โชกนั้นคือ รดส่ายไปมา 2-3 ครั้ง ไม่รดแช่จนโชก  ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องปลูก  และกระถางดูดซึมน้ำได้เต็มที่  **การรดแช่จนโชก จะทำให้น้ำขังยอดกล้วยไม้ทำให้บอบช้ำและยอดเน่าได้ง่าย
        ตารางคุณสมบัติของน้ำที่เหมาะสมกับกล้วยไม้

        ดัชนีคุณภาพน้ำค่ามาตรฐานหน่วย
        ความเป็นกรด-ด่าง (pH)
        5.2-6.2
        การนำไฟฟ้า (EC)ไม่เกิน 750U mhos/cm.
        โซเดียม (Na)ไม่เกิน 10meq/1
        โซเดียมที่ละลายได้ (SSP)ไม่เกิน 60%
        โซเดียมคาร์บอเนต หรือ ด่างที่เหลือ (RSC)
        ไม่เกิน 2.5meq/1
        อัตราการดูดซับโซเดียม (SAR)ไม่เกิน 2.0
        ซัลเฟต (SO4)ไม่เกิน 10meq/1
        ไบคาร์บอเนต (HCO3)ไม่เกิน 10meq/1


        หมายเหตุ กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติน้ำ